สรุปผลสำรวจ กทม. กับการทุจริต ที่ยังรอผู้ว่าที่กล้าแก้

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับ HAND Social Enterprise ดำเนินการสำรวจสถานการณ์ทุจริต คอร์รัปชันของ กทม. ในช่วง 5 – 10 ปี (พ.ศ. 2556 – 2565) ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของคนกรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งนำเสนอประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน 5 เรื่องใหญ่ ที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องเร่งแก้ไข และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการต่อต้านคอร์รัปชัน (Quick Win) ในมุมมองของคนกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ว่าฯ ผนวกปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นนโยบายหลัก และเป็นภารกิจเร่งด่วนของผู้ว่าฯ ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในกทม. โดยการสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 7 – 18 เม.ย. พ.ศ. 2565 มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ผ่าน เพจเฟซบุ๊กต้องแฉ จำนวนทั้งสิ้น 310 คน โดยเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ จำนวน 227 คน และมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 65 คนที่ระบุว่าเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งแรก โดยได้แบ่งกลุ่มของผู้ตอบแบบสอบถามตามช่วงอายุ เพื่อนำเสนอมุมมองและประสบการณ์เรื่องการคอร์รัปชันของคนสองรุ่น คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18 – 30 ปี จำนวน 70 คน และกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว อายุระหว่าง 31- 40 ปี จำนวน 158 คน (หมายเหตุ: การสำรวจนี้ไม่ได้กำหนดให้ตอบคำถามครบทุกข้อ)

หลังจากนั้นจึงนำผลมาวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน จำนวนทั้งสิ้น 6  คน และข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชันในช่วงสิบปีที่ผ่านมาจากเหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ช่องทางร้องเรียนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ กทม. ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ รวมถึงเครื่องมือตรวจจับโกงภาคประชาชน ได้แก่  ACT ai และเพจเฟซบุ๊กต้องแฉ เพื่อให้ผลสำรวจครั้งนี้ สามารถสะท้อนเสียงของคนกรุงเทพฯ และความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันได้จริง โดยผลสำรวจชี้ชัดว่าคนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 80 รับรู้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้เด็ดขาด ซึ่งสามารถสรุปเป็นข้อค้นพบ 9 ข้อที่สะท้อนมุมมองของคนกรุงเทพฯ ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. ได้ ดังนี้

ข้อค้นพบ 9 ข้อที่สะท้อนมุมมองของคนกรุงเทพฯ ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม.

1. คนกรุงเทพฯ รับรู้ผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชันผ่านการใช้บริการสาธารณะในชีวิตประจำวัน

ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้มองว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากได้เห็นและรับรู้ผลกระทบของการคอร์รัปชันในชีวิตประจำวันผ่านการใช้บริการสาธารณะและโครงการต่าง ๆ ที่ กทม. เป็นผู้ดำเนินการโดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 59 ระบุว่าผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชันส่งผลให้คุณภาพงานของ กทม. ต่ำกว่ามาตรฐาน รองลงมา คือโครงการก่อสร้างไม่มีประโยชน์ และบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ กลุ่มปัญหาเหล่านี้ สะท้อนถึงความผิดปกติของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบของโครงการก่อสร้าง อ้างอิงจากการจัดอันดับเรื่องร้องเรียนของคนกรุงเทพฯ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2564 ที่ส่งเรื่องเข้ามาในเพจต้องแฉและเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน พบว่า อันดับ 2 ของเรื่องร้องเรียนที่ได้รับบ่อยที่สุด คือความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ของ กทม. ที่ใช้งบประมาณติดตั้งกว่า 372 ล้านบาท แต่กลับพบว่า กล้องใช้งานไม่ค่อยได้ในหลายจุด และโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำที่แฟลตคลองจั่น งบประมาณ 18.9 ล้านบาท แต่ใช้ได้เพียง 3 – 4 วัน ผิวทางกลับยุบตัวลง เนื่องจากไม่มีการบดอัดพื้นทาง ในขณะที่ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2565 สำนักการโยธาใช้งบประมาณกว่า 173,497 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของงานก่อสร้าง โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพของอาคารก่อสร้างสาธารณะตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นหนึ่งในกระบวนงานพิจารณาอนุญาตที่เอกชนประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อการเรียกรับสินบนมากที่สุดเพื่อไม่ต้องถูกตรวจสอบ ดังนั้น การทุจริตในกระบวนการตรวจรับงาน จึงส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ต้องแบกรับผลกระทบด้านความปลอดภัยจากคุณภาพงานต่ำกว่ามาตรฐาน

เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ว่าหนึ่งในสามของปัญหาที่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเลือก จะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในรูปแบบของบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ แต่เมื่อพิจารณาแยกรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) มีมุมมองด้านผลกระทบต่อปัญหาการคอร์รัปชันในมิติของการสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วม ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคของคนรุ่นใหม่ในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของ กทม. ในขณะที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องนี้มากนัก แต่กลับมองถึงผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเมือง เช่น ทำให้เกิดปัญหามลภาวะเป็นพิษ น้ำเน่าเสีย ฝุ่นควันเกินมาตรฐาน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัย และสวัสดิภาพในการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ

2. การจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัญหาใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หากแก้ได้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับ กทม. ได้มาก

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 80 รับรู้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. โดยปัญหาที่พบบ่อยที่สุด 3 อันดับแรก  คือ การใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง รองลงมาได้คะแนนเท่ากัน คือการตรวจรับงานที่ไม่มีคุณภาพ และการฮั้วราคา ล็อกสเปค ตรวจรับเท็จ ตามด้วยการถูกรีดไถ เรียกเก็บส่วย เรียกค่าน้ำร้อนน้ำชาจากเจ้าหน้าที่ โดยกลุ่มปัญหาเหล่านี้ยังคงสะท้อนถึงความผิดปกติของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. และการใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในโครงการต่าง ๆ ของ กทม. ซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหลังปี พ.ศ. 2560 ความเสี่ยงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมักเกิดขึ้นในขั้นตอนของการบริหารสัญญาที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับจ้าง ในรูปแบบที่วงเงินไม่สูงมากแต่กระจายอยู่ทั่วไป และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ โดยใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่เพื่อจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่เป็นผู้ออกแบบโครงการให้กับนักการเมือง และภาคเอกชนเพื่อใช้ของบประมาณในแต่ละปีหรือที่เรียกว่าระบบส่งส่วยภายในหน่วยงาน กทม. ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในระบบราชการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ในภาพรวมของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะพบเจอ หรือได้รับรู้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาแยกรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) กว่าร้อยละ 46 พบเห็นการใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง รองลงมา คือการให้ของขวัญ หรือติดสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และสิทธิพิเศษบางประการ และตามด้วยการถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ เรียกเก็บส่วย เรียกค่าน้ำร้อนน้ำชา ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจมารัดเอาเปรียบ หรือรังแกประชาชน โดยมองว่าเป็นผลพวงจากระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ในขณะที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจากการทำงาน จึงทำให้ร้อยละ 50 พบเห็นการฮั้วราคาของผู้เข้าร่วมประมูล การล็อกสเปค และการตรวจรับงานที่ไม่มีคุณภาพ ส่งผลให้เกิดการชำรุดก่อนถึงเวลาอันสมควร ซึ่งความแตกต่างของการให้ความสนใจกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มาจากเรื่องใกล้ตัว หรือประเด็นที่สนใจ สามารถนำมาออกแบบเป็นมาตรการต้านโกงที่ตอบโจทย์ของคนแต่ละช่วงวัยได้ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่เน้นมาตรการเปิดโปงเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ส่วนกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้วเน้นมาตรการป้องกันด้วยการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมตรวจสอบความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของ กทม.

3. หน่วยงาน กทม. ที่มีอำนาจอนุญาตสูง ขาดการประเมินความเสี่ยง และระบบรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 46 ระบุว่า หน่วยงานที่มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด 3 อันดับแรก คือสำนักงานเทศกิจ สำนักงานเขต และสำนักงานโยธา สาเหตุสำคัญที่ทำให้หน่วยงานเหล่านี้มีความเสี่ยงมาก เนื่องจากมีกระบวนงานพิจารณาอนุญาต การตรวจสอบ เรียกปรับ และประเมินภาษี ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจสูง และเป็นหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนมากกว่าหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ดีหน่วยงานอื่น ๆ อาจมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่สามารถประเมินจากมุมมองของผู้ใช้บริการได้ จึงไม่ควรใช้แนวทางการประเมินความเสี่ยงเหมือนกับหน่วยงานที่มุ่งให้บริการเป็นหลัก โดยกระบวนงานที่มีความเสี่ยงของสำนักงานเทศกิจ คือการตรวจสอบเรียกปรับ สำนักงานเขต คือการพิจารณาอนุญาต และสำนักงานโยธา คือการขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ระบุว่าหน่วยงานที่มีความเสี่ยงมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สำนักการโยธา สำนักงานเขต และสำนักเทศกิจ อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับข้อมูลการร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชันของหน่วยงานในสังกัด กทม. ในปีพ.ศ. 2564 จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ระบุว่าสำนักงานเขตเป็นหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนเรื่องการประพฤติมิชอบมากที่สุด

เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อพิจารณาแยกรายกลุ่ม พบว่า แต่ละกลุ่มให้ความสนใจกับเรื่องคอร์รัปชันที่ใกล้ตัว หรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของตนเองมากกว่า ยกตัวอย่าง กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) ซึ่งบางส่วนอยู่ในวัยเรียนจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของการศึกษา และอาจสอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของ กทม. จึงทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่กว่าร้อยละ 35 ให้ความสนใจกับการติดตามความเสี่ยงในการทุจริตคอร์รัปชันของสำนักงบประมาณ และตามด้วยสำนักการศึกษา  ในขณะที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ให้ความสนใจกับการติดตามความเสี่ยงของหน่วยงานที่ติดต่อทำธุรกรรม หรือดำเนินงานด้วยเป็นหลัก ได้แก่ สำนักงานเทศกิจ สำนักการโยธา และสำนักงานเขต ดังนั้น เมื่อสอบถามประสบการณ์จากคนที่ใกล้ชิดกับปัญหาแต่ละจุด แต่ละคนก็จะมีมุมมอง หรือประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

4. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน 5 เรื่องใหญ่ของ กทม. ที่ต้องเร่งแก้ไขในสายตาของคนกรุงเทพฯ

อันดับ 1 การจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 69 ระบุว่าการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. เป็นกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งระบุว่าการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใหญ่ระดับพันล้านมีความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ คือการร่าง TOR กลางน้ำ คือการบริหารสัญญา จนถึงปลายน้ำ คือการส่งมอบงาน และสอดคล้องกับข้อมูลจาก ACT ai ที่ชี้ว่า กทม. มีโครงการที่อาจมีความเสี่ยงเกิดคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 2,111 โครงการ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับโครงการในระดับเขตมีความเสี่ยงอยู่ในรูปแบบของการเอื้อประโยชน์การจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่ และการรั่วไหลของการเบิกจ่ายงบประมาณที่ขาดการตรวจสอบจากประชาชน

อันดับ 2 การจดทะเบียน และการขอใบอนุญาต ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 50 ระบุว่ามีการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่ในการขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคารมากที่สุด รองลงมา คือการใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน เช่น การอนุญาตให้โครงการขนาดใหญ่ก่อสร้างโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา

อันดับ 3 กระบวนการส่งมอบงาน ตรวจรับงาน ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 45 ระบุว่ามีการทุจริตงบประมาณในระหว่างก่อสร้างและการตรวจรับงาน เช่น การปรับปรุง ซ่อมแซมทางเท้าที่กินงบประมาณไปเรื่อย ๆ และการจัดซื้อสิ่งของที่มีคุณภาพต่ำให้คน กทม. ใช้งาน เช่น ไฟถนนที่พังง่าย ซึ่งสะท้อนถึงการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

อันดับ 4 กระบวนการจัดสรรงบประมาณทั้งในระดับสำนักงาน และระดับสำนักงานเขต ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 42 ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้การดำเนินโครงการ ไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณ และไม่ให้ความสำคัญกับการทำประชาพิจารณ์ในระดับเขต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่

อันดับ 5 การตรวจสอบ กำกับดูแล และการชำระเงินค่าปรับ ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 41 ระบุว่า สำนักเทศกิจมักเรียกเก็บเงินค่าดูแลร้านค้า เก็บส่วยวินมอเตอร์ไซต์ และเรียกรับเงินเพื่อจ่ายค่าเปิดทางต่าง ๆ รวมถึงมีพฤติกรรมรีดไถเงิน เรียกค่าปรับที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน

5. ระบบอุปถัมภ์  อำนาจบารมี ผลประโยชน์ร่วมกัน และการขาดบทลงโทษที่รุนแรง เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการทุจริตขึ้นมากใน กทม.

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 78 ระบุว่าระบบอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของกทม. และอำนาจ อิทธิพล และการเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชันขึ้นมากในหน่วยงาน สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชี้ว่าการเอื้อประโยชน์มักเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยเฉพาะในระดับผู้อำนวยการ เนื่องจากมีอำนาจเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย และมีการใช้ดุลพินิจสูง โดยขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก อีกทั้งไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ จึงนำไปสู่การสร้างเครือข่ายอิทธิพลและผลประโยชน์ในพื้นที่ระหว่างเจ้าหน้าที่ กทม. นักการเมืองท้องถิ่น และผู้มีบารมีในพื้นที่ ดังที่ภาคเอกชนสะท้อนว่ามักมีการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้อำนวยการเขตเพื่อขออนุญาตดำเนินโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 53 ระบุว่า กทม. ขาดบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เกรงกลัวต่อการทำความผิด และอาจทำผิดได้อีกในอนาคต เนื่องจากการลงโทษเป็นแค่การโยกย้ายไปประจำตำแหน่งที่อื่น หากเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบก็เป็นลักษณะของการฟอกขาวให้พ้นผิด อีกทั้ง ส่วนใหญ่มักจะร่วมกันปกปิดมากกว่าที่จะมีคนออกมาเปิดโปงเพราะต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และร้อยละ 51 ระบุว่า กทม. ขาดความเอาจริงเอาจังต่อการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริตซึ่งสะท้อนจากระบบร้องเรียนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) และกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ต่างมองว่าปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน คือระบบอุปถัมภ์  อำนาจบารมี และการขาดบทลงโทษที่รุนแรงจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการลดการใช้อำนาจบารมีและการสร้างเครือข่ายอิทธิพล ผ่านการเพิ่มบทลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำการทุจริต โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นคนสั่งการ รวมถึงควรมีระบบการให้คุณและให้โทษแก่เจ้าหน้าที่ กทม. ด้วย รวมถึง กทม. ต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพ กล้าที่จะตรวจสอบคนที่ทำผิด และต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดอย่างเด็ดขาด และเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้ ทั้งสองกลุ่มยังเห็นตรงกันว่า กทม. ขาดความเอาจริงเอาจังต่อการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริต

6. กทม. มีงบและมีแผนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่มาตรการป้องกันยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 86 ไม่รู้ว่า กทม. มีนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับผู้ที่ตอบว่ารู้ ส่วนใหญ่จะระบุชื่อโครงการบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรที่ทำเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมากกว่าเป็นนโยบาย หรือแผนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของ กทม.เอง เช่น หลักสูตร โตไปไม่โกงในโรงเรียนสังกัดกทม. นโยบาย No Gift Policy และนโยบายต่อต้านการรับสินบน เป็นต้น สอดคล้องกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชี้ว่าที่ผ่านมาผู้ว่าฯ ไม่ได้มีนโยบายต้านโกงโดยตรง แต่มีแผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริตของ กทม. เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ กทม. แต่จุดอ่อน คือไม่มีการติดตามผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามแผน และไม่มีการประเมินความเสี่ยงของกระบวนงานต่าง ๆ

ซึ่งจากการสำรวจแผนฯ ปีพ.ศ. 2561 – 2565 พบว่า กทม. ได้ใช้งบประมาณสำหรับป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ในช่วงระยะเวลา 4 ปี เป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 91 ล้านบาท โดยมีการกำหนดแนวปฏิบัติการป้องกันการทุจริตไว้กว่า 34 โครงการ แต่อาจจะยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก หากเปรียบเทียบจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับเจ้าหน้าที่ และการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมา เนื่องจากกิจกรรม หรือมาตรการส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมางบประมาณกว่าร้อยละ 50 ถูกใช้ไปกับโครงการฝึกอบรมและปลูกฝังด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น โครงการฝึกอบรมปฐมนิเทศข้าราชการ กทม. ที่ใช้งบประมาณปีละ 11,436,200 บาท แต่ไม่ได้มีการอบรมเฉพาะทางด้านการป้องกันการทุจริตในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ยังมีโครงการจำนวนมากที่ควรบรรจุเป็นโครงการในแผนปฏิบัติการด้านอื่นจะเหมาะสมกว่า เช่น โครงการปิดไฟ 1 ชั่วโมงเพื่อลดโลกร้อน ใช้งบประมาณ 4,000,000 บาท และโครงการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลก ใช้งบประมาณ 6,400,000 บาท เป็นต้น จึงควรมีการปฏิรูปแผนการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

7. กทม. ต้องเน้นการป้องกัน เปิดโปง ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันผ่านการเปิดเผยข้อมูล การมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง และการมีบทลงโทษที่เด็ดขาด

ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 49 จึงระบุว่า สิ่งที่ผู้ว่าฯ ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน คือเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผ่านรูปแบบดิจิทัลต่อสาธารณะ รองลงมาร้อยละ 48 คือแสดงข้อมูลการทำงานทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 46 คือมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และหากพบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ต้องมีการลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือคนกรุงเทพฯ มองว่าการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตให้กับเจ้าหน้าที่ได้ผลน้อยกว่าการมีบทลงโทษที่เด็ดขาด และการมีระบบตรวจสอบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่

8. ผู้ว่าฯ ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในการบริหาร และเปิดเผยข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาที่หลากหลายของคนกรุงเทพฯ

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 62 อยากให้ กทม. มีการบริหารงานอย่างโปร่งใส เปิดเผย และมีประสิทธิภาพ โดยผู้ว่าฯ จะต้องเปิดเผยข้อมูลการบริหารงานให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนามหานครประชาธิปไตยเพื่อให้ กทม. เป็นเมืองธรรมาภิบาล มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และปลอดคอร์รัปชัน รองลงมา เป็นเมืองที่ปลอดอาชญากรรมและยาเสพติด ปลอดอุบัติเหตุ ปลอดภัยพิบัติ และมีสิ่งก่อสร้างปลอดภัย และตามด้วยมีสวัสดิการสังคมสำหรับทุกคนอย่างครอบคลุม และสนับสนุนโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตลอดชีวิต ซึ่งภาพฝันแต่ละด้านสอดคล้องกับปัญหาเรื้อรังของ กทม. และเป้าหมายการพัฒนากรุงเทพฯ ระยะ 20 ปี

ในขณะที่การใช้งบประมาณด้านมหานครประชาธิปไตยในระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2563 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการเมือง และแก้ไขปัญหาของเมืองด้วยข้อมูล ถูกใช้ไปเพียง 38.92 ล้านบาท หรือ 7% ของงบทั้งหมด ประกอบกับการใช้งบประมาณที่ผ่านมายังไม่บรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ โดยงบประมาณถูกใช้ไปกับโครงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระดับสำนักงานเขต ซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสำนักงานเขตแต่ละแห่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนนโยบายและการดำเนินงานร่วมกับคนในพื้นที่ และยังไม่มีการนำผลลัพธ์จากเวทีฯ ไปใช้เท่าที่ควร  จึงควรปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพื่อการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าและสอดคล้องกับความต้องการของคนกรุงเทพฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับการบริหารงานอย่างโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูล แต่เมื่อพิจารณาแยกรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) และกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) มีมุมมองต่อทิศทางการพัฒนา กทม. ที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมของผู้คน ส่วนกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้วให้ความสำคัญกับการดูแลบ้านเมืองให้มีความปลอดภัย ปลอดอุบัติเหตุ และมีสิ่งก่อสร้างปลอดภัย นำไปสู่ข้อสรุปว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจเรื่องการคอร์รัปชันผ่านการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส อันสะท้อนจากความต้องการให้มีสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมทุกคน และการอาศัยอยู่ในเมืองที่ปลอดภัยจากการมีสิ่งก่อสร้างที่มีคุณภาพ

9. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ข้อ ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของผู้ว่าฯ คนใหม่ (Quick Win)

จากการสำรวจมุมมองและประสบการณ์ของคนกรุงเทพฯ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน สามารถนำผลที่ได้มาวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการต่อต้านคอร์รัปชัน (Quick Win) ในมุมมองของคนกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ว่าฯ ผนวกปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นนโยบายหลัก และเป็นภารกิจเร่งด่วนของผู้ว่าฯ ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในกทม. ได้ ดังนี้

กทม. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง

  • คนกรุงเทพฯ มองว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัญหาใหญ่ร่วมกันหมดทุกคน ดังนั้น นโยบายต้านโกงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่หากแก้ได้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคุณภาพการให้บริการสาธารณะของ กทม. ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งแรกที่ทำได้ คือเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ให้ทุกคนร่วมกันตั้งข้อสังเกต ติดตามและตรวจสอบความผิดปกติได้

กทม. ควรมีวิธีการต้านโกงที่สอดคล้องกับคนต่างรุ่น ต่างประสบการณ์ เนื่องจากแต่ละคนมีความเข้าใจและประสบการณ์ของการคอร์รัปชันที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนกรุงเทพฯ

  • คนสองกลุ่ม มีความรู้สึกต่อผลกระทบของการคอร์รัปชันที่แตกต่างกันตามประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพบเจอการทุจริต โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี)  ให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมกัน และต่อต้านการใช้อำนาจมาเอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อย ในขณะที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ให้ความสำคัญกับการสร้างกรุงเทพฯ ให้มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ
  • คนสองกลุ่ม มีวิธีการต่อต้านคอร์รัปชันที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี) ให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วม (Participation) เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ และโครงสร้างสังคมที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนกลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ให้ความสำคัญเรื่องของความรับผิดชอบ (Accountability)เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มบทลงโทษ ใครทำผิดต้องจับให้ได้ ในขณะที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้วมองว่าการปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ มองว่าที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยลดปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่ จึงต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรการอบรมให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

การป้องกัน ต้องทำต่อไป มาตรการปราบปราม ต้องเข้มแข็ง ส่วนการปลูกฝัง ต้องปฏิรูป

  • กลยุทธ์การป้องกัน (เปิดเผยข้อมูล) หรือการสร้างความโปร่งใส เป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ว่าฯ ต้องทำต่อไป และต้องมี Benchmark เพื่อพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลให้มีมาตรฐาน และสามารถวัดผลด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้ แม้ว่าแต่ละกลุ่มจะมีมุมมองและประสบการณ์ของการทุจริตคอร์รัปชันที่แตกต่างกันแต่มีจุดร่วมเหมือนกัน  คือการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และการเปิดเผยข้อมูลซึ่งจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. ได้
  • กลยุทธ์ป้องกันและปราบปราม เป็นเรื่องที่กลุ่มคนที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว (อายุระหว่าง 31- 40 ปี) ให้ความสำคัญมาก และเชื่อว่าหากทำได้จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ว่าฯ จึงต้องมีนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและคู่มือปฏิบัติตามขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้การตรวจสอบง่ายขึ้น และควบคุมกระบวนงานที่มีความเสี่ยงได้ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบที่คลุมเครือ ซับซ้อนเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยสิ่งแรกที่ทำได้ คือการประกาศว่าทุกโครงการของ กทม. ต้องเข้าร่วมโครงการข้อตกลงคุณธรรม
  • กลยุทธ์ด้านปลูกฝัง ยังเป็นเรื่องสำคัญแต่ต้องปฏิรูปรูปแบบ เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุระหว่าง 18 – 30 ปี)  เห็นถึงผลกระทบต่อการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ โดยผู้ว่าฯ ต้องปฏิรูปแผนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของหน่วยงานที่วัดผล และประเมินผลได้จริง เพื่อออกแบบกิจกรรม / มาตรการให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน เช่น พัฒนาระบบการแจ้งเบาะแส พัฒนาระบบบริการออนไลน์ เป็นต้น รวมถึงต้องส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานกับกทม. เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันด้วย (Check and Balance)

จากข้อค้นพบ 9 ข้อ จึงสะท้อนว่าในช่วง 5 – 10 ปี (พ.ศ. 2556 – 2565)

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. ทวีความรุนแรงและกระจายตัวอยู่อย่างกว้างขวางผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ การประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว และการบริหารราชการที่ไม่โปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังสะท้อนมุมมองของคนกรุงเทพฯ ต่อปัญหาคอร์รัปชัน ผ่านสองปัญหาใหญ่ คือการบริหารจัดการเมืองที่ขาด
ความโปร่งใส ซึ่งกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชี้ว่าการไม่เปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบก็คือการคอร์รัปชันแล้ว และการมีบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ ส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ก็เป็นผลมาจากการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. การตรวจรับงานที่ไม่มีคุณภาพ/การฮั้วราคา และการใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสที่เป็นธรรมในกรุงเทพฯ และทำให้พวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตลอดชีวิต คนกรุงเทพฯ จึงมองว่าผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้เด็ดขาด ด้วยการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง สร้างช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ปรับปรุงระบบตรวจสอบให้เข้มแข็ง และเรียกร้องให้ผู้ว่า ฯ ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดการใช้อำนาจในทางมิชอบได้

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อนโยบายต่าง ๆ ที่ผู้ว่าฯ ได้ให้ไว้ ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการปักหมุดหมายที่สำคัญให้กับผู้ว่าฯ คนใหม่ ได้ประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้เกิดการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. อย่างจริงจัง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของคนกรุงเทพฯ