100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย : การศึกษาประวัติศาสตร์กับการต่อต้านคอร์รัปชัน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมได้รับเกียรติให้ไปร่วมวงเสวนา“หนัก ใหญ่ ยาว(ปัญหา) เราจะทำอย่างไร จาก อ.ป๋วย สู่ GEN Y” ที่จัดขึ้นในงาน “ร้อยปีชาตกาล สืบสานปณิธานอาจารย์ป๋วย” ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นงานสรุปกิจกรรมต่อเนื่อง ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ครบรอบไปแล้วเมื่อ 9 มีนาคม 2559

เมื่อได้รับโอกาสสำคัญ ผมจึงเตรียมตัวก่อนการร่วมเสวนาโดยการศึกษาชีวประวัติอาจารย์ป๋วย ทั้งที่เป็นอัตชีวประวัติของท่าน และที่เป็นสารคดีที่คนรุ่นหลังรวบรวมไว้ เมื่อผมได้ศึกษาก็หวนนึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า History repeats itself หรือ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่เคยเรียนในวิชาประวัติศาสตร์สมัยมัธยมศึกษา จากการพบว่าประวัติศาสตร์ร้ายๆอย่างปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจารย์ป๋วยได้ประสบและต่อสู้ในช่วงชีวิตการทำงานของท่าน ยังคงวนเวียนทำร้ายสังคมไทยจนถึงยุคปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมได้เห็นความหวังของประเทศไทยในการหลุดพ้นจากวงจรร้ายนี้ไปได้ หากสังคมไทยสามารถซ้ำรอยสร้างคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และชาญฉลาดในการลงมือสู้โกงอย่างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาได้เยอะๆ

ในบทความตอนนี้ผมจึงขอยกเหตุการณ์ที่แสดงถึงบุคลิกและความสามารถที่สมควรซ้ำรอยของอาจารย์ป๋วยมา 6 ข้อจาก 6 เหตุการณ์ ดังนี้ครับ

1) ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ ในปีพ.ศ.2496 สมัยที่อาจารย์ป๋วยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ปรับเงินสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่ปฏิบัติผิดกฎระเบียบ ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งกำลังจะเข้าไปซื้อธนาคารดังกล่าว เชิญอาจารย์ป๋วยไปพบ ขอให้ถอนข้อเสนอดังกล่าวออกไป แต่อาจารย์ป๋วยก็ปฏิเสธที่จะถอนข้อเสนอ แม้รู้ว่าหากยืนหยัดทำตามความถูกต้อง จะส่งผลต่อหน้าที่การงานและความปลอดภัยของชีวิตตนเองได้ ทำให้สุดท้ายคณะรัฐมนตรีต้องลงโทษปรับสหธนาคารกรุงเทพหลายล้านบาท สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้มหาศาล

2) ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก พ.ศ. 2497-2498 อาจารย์ป๋วยแสดงความไม่เห็นด้วยที่พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีมหาดไทย ต้องการเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตร จากบริษัท ทอมมัส เดอลารู มาเป็นอีกบริษัทหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา อาจารย์ป๋วยเห็นว่าบริษัทที่พล.ต.อ.เผ่า เสนอมานั้น ผลิตธนบัตรได้ด้อยคุณภาพกว่าบริษัทเดิม ปลอมแปลงได้ง่ายและยังมีชื่อเสียงในทางวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้งานเสียอีก จึงได้ทำรายงานแย้งไป โดยแนะนำให้ใช้บริษัทเดิม มิเช่นนั้นอาจารย์ป๋วยก็ขอลาออกจากราชการ โรงพิมพ์ธนบัตรของไทยจึงไม่ถูกเปลี่ยนแปลง

3) รู้ความเหมาะสมด้วยตนเอง ในขณะที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับตำแหน่งอื่นคือเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติและผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อาจารย์ป๋วยมีความเห็นว่าคนคนเดียวไม่สมควรจะรับผิดชอบทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายงบประมาณ เพราะอาจจะทำให้ขาดการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ขอลาออกจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณด้วยตนเอง

4) มั่นคงในคำสัตย์ อีกครั้งหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยกล้าหาญยืนหยัดบนความซื่อสัตย์เมื่อจอมพลสฤษดิ์ขอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่อาจารย์ป๋วยตอบปฏิเสธด้วยความสุภาพ โดยแสดงเหตุผลที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองไปว่า“ผมไม่ขอรับตำแหน่งนี้เพราะได้สาบานไว้เมื่อตอนเข้าเสรีไทยว่าจะไม่รับตำแหน่งการเมืองใดๆจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อให้แน่ใจว่าการเข้าเป็นเสรีไทยนั้นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

แม้จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขอีกฉบับหนึ่งตอบมาว่า“ประเทศชาติกำลังอยู่ในภาวะคับขันทางเศรษฐกิจ เห็นมีแต่คุณที่จะช่วยผมได้” แต่อาจารย์ป๋วยส่งโทรเลขตอบกลับไป ยืนยันว่า “ผมยินดีรับใช้ประเทศชาติทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะไม่ต้องการรัฐมนตรีที่ทวนคำสาบานเป็นแน่” จอมพลสฤษดิ์จึงตั้งผู้อื่นแทน แต่ได้แต่งตั้งให้อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

5) กล้าพูดความจริง อีกต่อมาไม่นาน อาจารย์ป๋วยขอเข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเป็นการส่วนตัว โดยจอมพลถนอมให้เข้าพบที่กระทรวงกลาโหม เหตุการณ์ในตอนนั้น ผมขอคัดจากความตอนหนึ่งในอัตชีวประวัติของอาจารย์ เพื่อให้ได้อรรถรส ความว่า “…ในห้องนั้นมีแต่ท่านและผมเท่านั้น ผมได้เรียนท่านว่า บรรดาญาติสนิทของท่านนั้นมีชื่อเสียงไปในเชิงที่ไม่ดี เพราะทุจริตเบียดเบียนราษฎรและพ่อค้า กับกระทำการผิดกฎหมายหลายเรื่อง ผมเล่าให้ท่านฟังเป็นเรื่องๆ จอมพลถนอมก็อึ้งไปครู่หนึ่ง และขอบคุณผมที่นำเรื่องมาบอก และท่านว่าท่านก็ได้ห้ามไปแล้ว โดยทั่วไปจะทำมาหากินอย่างไรก็ไม่ห้าม แต่อย่าเอาเปรียบคนอื่น ท่านก็รับคำว่าท่านจะดูเรื่องนี้และจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พฤติกรรมที่ปรากฏมานั้นแสดงว่าไม่ได้ผล”

6) ติเตียนอย่างชาญฉลาด ต่อมารัฐบาลของจอมพลถนอมประกาศห้ามมิให้รัฐมนตรีทั้งหลายประกอบการค้าหรือเป็นประธานกรรมการ,กรรมการในธุรกิจต่างๆ อาจารย์ป๋วยต้องการจะเตือนจอมพลถนอมให้ปฏิบัติตามประกาศนี้เช่นเดียวกัน จึงใช้วิธีอย่างชาญฉลาด โดยผูกคำกลอนยกย่องจอมพลถนอมว่าท่านทำดี แต่ยังมีรัฐมนตรีหลายท่านเป็นประธานหรือกรรมการธนาคารพาณิชย์อยู่ และได้ตั้งคำถามชวนคิดว่า หรือว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่การค้า? หลังจากนั้น 2-3 วันต่อมา จอมพลถนอมก็ลาออกจากประธานกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนอื่นลาออกตามท่าน

จากเหตุการณ์ที่ยกมา เป็นอย่างไรครับท่านผู้อ่าน สนุก ตื่นเต้น และได้เห็นถึงความเป็นผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริตของอาจารย์ป๋วยเหมือนตอนที่ผมอ่านอัตชีวประวัติของท่านบ้างไหม การศึกษาชีวประวัติอาจารย์ป๋วยนั้น นอกจากทำให้ผมได้แรงบันดาลใจ ได้รู้จักบุคคลที่ควรยึดเป็นแบบอย่างมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการย้อนอดีตไปเข้าใจการเมืองสมัยนั้น ได้เห็นการกระจุกตัวของอำนาจ ได้เห็นการคอร์รัปชัน ได้เห็นอุดมการณ์ความคิดของคนสมัยก่อน ได้เห็นความสำคัญของความรู้ความสามารถ และได้เห็นลีลาการแก้ปัญหาของปัญญาชน

ดังนั้น ถ้าเราจะลงมือสู้โกงได้อย่างมีประสิทธิผล ก็ควรศึกษาประวัติศาสตร์กัน ด้วย ประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีจะได้ไม่ซ้ำรอย เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่ยกมา เช่น การแทรกแซงด้วยอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน แม้ผ่านมา 60–70 ปีแล้ว ประเทศไทยก็ยังพบปัญหาลักษณะเดิมๆอยู่เลย สิ่งสำคัญที่ควรคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้ประวัติศาสตร์ส่วนที่ดีนั้น นอกจากซ้ำรอยเดิม ก็ขยายผลมากขึ้น กล่าวคือ สังคมจะผลิตหรือสร้างคนที่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างอาจารย์ป๋วยให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ขอขอบคุณสารคดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : คนตรงในประเทศคด จาก ThaiPBS และข้อมูล www.puey.in.th มา ณ ที่นี้

เขียนติชมบทความได้ที่ “HANDfeedback@gmail.com” ขอบพระคุณครับ

สุภอรรถ โบสุวรรณ

HAND Social Enterprise

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *