สังคมแห่งการแบ่งปัน หรือ มันคือการละเมิดลิขสิทธิ์

“ดูฟรีไปเถอะ…ใครๆเค้าก็ทำกัน”

“โอ๊ย จะไปเสียตังค์ทำไม แค่นี้เจ้าของเค้าไม่เจ๊งหรอก”

น่าจะเป็นประโยคที่เราทุกคนฟังกันจนเคยชิน ในยุคที่การใช้คอมพิวเตอร์ดูดของฟรีง่ายยิ่งกว่าการเดินไปซื้อของแท้ที่ห้างสรรพสินค้า ในยุคดิจิตอลที่มีการส่งข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร และความบันเทิงด้วยความรวดเร็วผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่พกพาไปได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็น Computer, Tablet และ Smartphone ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล การสื่อสาร และความบันเทิงได้โดยไม่มีขีดจำกัด

แต่ด้วยความเร็วของสื่อต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้หลงลืม “ความถูกต้อง” ไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของข้อมูล ความถูกต้องของการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งความถูกต้องในเรื่องของ “ลิขสิทธิ์”ที่ผู้ใช้สื่อ Online มักจะลงมือละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่รู้ตัวผ่านทางสังคม Online เป็นจำนวนมาก

ความบันเทิงต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่อยู่บนโลก Online หลายๆ ครั้งนำมาซึ่งความไม่บันเทิงกับเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น ภาพยนตร์ ภาพถ่าย เพลง ละคร และรายการโทรทัศน์ ที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานลงทุนทั้งมันสมอง ลงแรงผลิตผลงาน และลงเงินเพื่อให้เกิดผลงานที่ดีที่สุดสู่สายตาผู้บริโภค แต่การลงทุนต้องมีต้นทุน ดังนั้นทำให้การบริการความบันเทิงบางอย่างผู้บริโภคต้องแลกกับการเสียค่าใช้จ่ายซึ่งอาจจะมีราคาสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคบางคน หรือแม้กระทั่งต้องแลกกับการเสียเวลาเพื่อรอชมอะไรบางอย่างแบบถูกต้อง เราจึงมักจะเห็น Website ที่เปิดให้บริการดูหนังฟรี หรือหนังซูมแบบที่เรียกว่า “หนังชนโรง” ที่ไม่ต้องรอให้แผ่นออก ก็สามารถชมจากที่บ้านได้,

Website ที่แปลซีรี่ส์ต่างชาติเป็นภาษาไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแฟน ๆ ซีรี่ส์ที่ไม่รู้ภาษาต้นฉบับ, Website ที่รวม link รายการและละครโทรทัศน์ที่สามารถชมย้อนหลังได้โดยไม่มีคั่นโฆษณาแบบในโทรทัศน์ให้เสียอารมณ์, Website ที่เปิดให้ดาวน์โหลดเพลงฟรี, Facebook Live ที่เปิดหนังให้ชม Online หรือการกระทำที่เห็นได้บ่อยและง่ายที่สุดนั่นก็คือ การ Copy ภาพจากใน Internet มาใช้เพื่อประโยชน์และรายได้ส่วนตัว

ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านี้นำมาซึ่ง “ความไม่บันเทิง” ของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นอย่างมาก จะเห็นได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักจะมีข่าวหรือการตั้งกระทู้เรียกร้องสิทธิจากการถูกละเมิดเป็นจำนวนไม่น้อย อย่างกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นกระแสเมื่อปลายปี 2559 จากกรณีที่เจ้าของ EVS Entertainment เจ้าของลิขสิทธิ์Video บันทึกการแสดง “หมู่วาไรตี้โชว์” ของโน้ส-อุดม แต้พานิช ที่ EVS ซื้อลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้องและลงทุนผลิตออกมาด้วยทุนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ออกจำหน่ายในราคาตั้งแต่ 199-599 บาท แต่กลับมียอดขายไม่ถึง 1,000 แผ่น ด้วยเหตุผลจากผู้บริโภคต่างๆ นานา เช่น ราคาสูงเกินไปกับรายได้ต่อวันเพียง 300 บาท, ซื้อบัตรเข้าไปดูการแสดงจริงมาแล้วทำไมจะต้องมาเสียเงินซื้อแผ่นจริงอีก,แผ่นราคา 50 บาท ก็ดูได้ชัดเหมือนกัน, ซื้อแผ่นหรือดูจาก Website เถื่อนแค่นี้ไม่ทำให้ผู้ผลิตเจ๊งหรอก

แต่จะมีใครคิดไปถึงผู้ผลิตบ้างว่าเงินที่ลงทุน ความตั้งใจผลิตผลงานต่างๆ ออกมานั้นต้องแลกมากับการสูญเสียอะไรบ้าง

หรืออีกกรณีที่ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าเป็นความผิด ไม่น่าใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ นั่นคือกรณีที่ Website แปลซีรี่ส์
เกาหลีชื่อดังอย่าง Kodhit ประกาศหยุดทำซับไตเติลซีรี่ส์เพราะโดนต้นสังกัดจากประเทศเกาหลีแจ้งให้หยุดดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ จากประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับผู้ชมและแฟนซีรี่ส์ที่ติดตามผลงานผ่านจากทาง Website เป็นจำนวนมาก โดยได้แสดงความคิดเห็นที่ทำให้เราได้รู้ว่า คนไทยมีความรู้และความรับผิดชอบต่อเรื่องลิขสิทธิ์น้อยจนน่าตกใจ และที่สำคัญไปกว่านั้นแฟนๆ ซีรี่ส์เกาหลีส่วนใหญ่เป็นเยาวชน และถ้าหากเยาวชนไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องความรู้ลิขสิทธิ์ในเรื่องใกล้ตัวแบบนี้ เขาก็จะมองข้ามความถูกต้องในเรื่องอื่นๆ ไปได้อย่างน่าเป็นห่วง และที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อมีคนมาเตือนสติ และให้ความรู้ในเรื่องของการเผยแพร่ลิขสิทธิ์ในสื่อต่างๆ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ไม่มีน้ำใจ”

ในขณะที่เกิด “สังคมแห่งการแบ่งปันแบบผิดๆ” นั้น ผู้ผลิตซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องแบกรับภาระหนี้สินมากมาย ในขณะที่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้รับคำชื่นชมว่า “เป็นผู้แบ่งปัน” ได้รับคำขอบคุณที่อุตส่าห์เสียสละเวลา Upload มาให้ดูกันฟรีๆ และผู้บริโภคเองก็ยอมขอบคุณผู้ละเมิดสิขสิทธิ์ด้วยการ Share link ออกไปให้คนรอบข้างได้ชมด้วยเพราะอยากเป็น “ผู้แบ่งปัน” ด้วยเช่นกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่า “ผู้แบ่งปัน” เหล่านั้นแท้จริงแล้วเขาได้รายได้มหาศาลโดยที่ลงทุนบางครั้งเพียงหลักร้อยบาท แต่สามารถทำรายได้เข้ากระเป๋าแบบผิดกฎหมายมูลค่าหลักแสนต่อเดือนจากการลง Banner โฆษณามากมายในหน้า Website โดยที่ประชาชนที่เข้าไปสนับสนุนและกล่าวขอบคุณในฐานะ “ผู้แบ่งปัน” ไม่เคยรู้ทันมาก่อนเลย

เป็นที่น่าเสียดายที่เงินเหล่านี้น่าจะกลับไปสร้างกำไรและเป็นเงินทุนให้กับผู้ผลิตได้สร้างสรรค์ผลงานดีๆ ออกมาสู่ประชาชนได้ในอนาคต และนอกจากเราจะเลือกสนับสนุนคนผิดแล้ว หารู้ไม่ว่าการกระทำเหล่านี้สร้างระบบความคิดที่ไม่ถูกต้องขึ้นในตัวผู้บริโภคเองด้วยซ้ำ

จากพฤติกรรมการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวสามารถเทียบได้กับงานวิจัยของ Dan Ariely ผู้เขียนหนังสือ “อ่านทะลุความคิดด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง” ที่สรุปไว้ว่า พฤติกรรมการใช้ของปลอม สามารถนำไปสู่การโกงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นถ้าเราเลือกสนับสนุนสินค้าหรือบริการที่ละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยๆ และไม่เกิดการลงโทษ หรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ผู้บริโภคก็จะรู้สึกชินกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องไปตลอด และสามารถพัฒนาพฤติกรรมให้เกิดการโกงที่ใหญ่ขึ้น และส่งผลเสียกับตนเองและสังคมมากขึ้นได้ในอนาคต

นันท์วดี แดงอรุณ

แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *