ขยายวงแนวคิดใหม่ ป้องกันภัยคอร์รัปชัน

ห้องเสวนาขยายวงแนวคิดใหม่ ป้องกันภัยคอร์รัปชัน เป็นการปลุกสำนึกคนไทยทุกคนซึ่งมีความทางความรู้ความสามารถแตกต่างกันไป โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ มาร่วมวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทย ด้วยแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ข้อสรุปจากห้องเสวนานี้จะนำไปพัฒนาต่อเนื่องเป็นงานวิจัยทางวิชาการเพื่อนำเสนอหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปปฎิบัติจริงต่อไป

อ.นฤดล จันทร์จารุ นักภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยกตัวอย่างคำที่คนไทยใช้เรียกการคอร์รัปชันซึ่งหลายคำเป็นคำรื่นหู หรือ ถ้อยคำเสนาะหูเพื่อหลีกเลี่ยงคำกระดากหูหรือเพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่น่าพึงใจ และเสนอว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงหรือปลูกฝังค่านิยมการต่อต้านคอร์รัปชันด้วยการใช้ภาษาได้

อัยการมาร์ค เจริญวงศ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานต่างประเทศ ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมาย กล่าวถึงปัญหาความไม่เหมาะสมของตัวบทกฎหมายและปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในไทย และเสนอเรื่องการใช้อายุความสะดุดหยุดอยู่ กำหนดการกระทำผิดของภาคเอกชน และปรับแนวทางการกำหนดโทษ โดยมี ดร.สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นผู้วิจารณ์งาน

อ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอมุมมองผ่านกรอบทฤษฎีชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการและพฤติกรรม โดยชี้ให้เห็นว่าการคอร์รัปชันทำให้ระบบสังคมเสียสมดุล ถ้าการคอร์รัปชันยังอยู่ในระดับน้อยและไม่ทำให้เกิดผลเสียกับคนส่วนใหญ่มากจนเกินไป ระบบก็อาจจะเข้าสู่สมดุลใหม่ แต่ถ้าคอร์รัปชันมีความรุนแรง ระบบนั้นก็จะเสียสมดลอย่างถาวรและอยู่ไม่ได้ในที่สุด ดังนั้นหากคนไทยยังละเลย คิดว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องไกลตัว และปล่อยให้การคอร์รัปชันรุนแรงอยู่อย่างวันนี้ต่อไป สังคมไทยโดยรวมจะต้องเสื่อมพัง แนวคิดนี้ ผศ.พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้วิจารณ์งานก็เห็นสนับสนุนด้วย

อ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศกับการสร้างมาตรฐานการแก้ปัญหาคอรัปชั่นโลก เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวให้มีธรรมาภิบาล เนื่องจากการเข้าสู่การแข่งขันในโลกไร้พรมแดนจะสร้างมาตรฐานใหม่ของการควบคุมดูแลธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมี ดร.ธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้อำนวยการด้านนโยบาย สถาบันออกเเบบอนาคตประเทศไทย เป็นผู้วิจารณ์

อ.ชัยวัฒน์ แก้วพันงาม อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิเคราะห์วัฒนธรรมการคอร์รัปชันที่ผังตัวอยู่ในครูและห้องเรียน และเน้นว่าเนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษามากที่สุดคือครู ดังนั้นการที่ครูจำนวนมากมีวัฒนธรรมคอร์รัปชันเสียเอง นักเรียนก็จะซึมซับวัฒนธรรมนี้ไปดำเนินชีวิตในสังคมเมื่อเติบโตขึ้น ประเด็นนี้ ดร. รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาศ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความเห็นสนับสนุนไปในทางเดียวกัน

อ.แบ๊ง งามอรุณโชติ อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ศูนย์การศึกษาราชบุรี) นำเสนอผลงานหัวข้อ “การจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาคอรัปชันในภาครัฐ” โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อทรัพยากรที่ใช้ในการต่อต้านคอร์รัปชันมีอยู่อย่างจำกัด และการดำเนินการด้านนี้มีต้นทุนที่สูง หากดำเนินการไปแล้วผลลัพธ์ไม่สร้างประโยชน์มากพอ ก็จะเกิดความไม่มีประสิทธิภาพขึ้น และอาจทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันทั้งหมดไร้ประสิทธิผลได้ ดังนั้นควรหาเกณฑ์เลือกภาคส่วนที่จะให้ความสำคัญก่อน เช่น ในระบบยุติธรรม โดยผู้วิจารณ์งาน รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ ชี้ว่า ป.ป.ช. นั้นต้องให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ให้มากด้วย

ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล นักวิชาการด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เสนอแนวความคิดให้สร้างความไม่ไว้วางใจขึ้นระหว่างคนโกงด้วยกฏหมายนิรโทษกรรมและนโยบายผ่อนผันที่มีผลลัพธ์ว่ามีประสิทธิผลแล้วในหลายประเทศ ในประเด็นนี้ ดร.ธานี ชัยวัฒน์ เตือนว่าต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมทางสัมคม-การเมืองของประเทศไทยด้วยว่าเหมาะสมกับแนวนโยบายนี้หรือไม่ เพราะการสร้างความไม่ไว้วางใจอาจมีผลกระทบทางลบได้เช่นเดียวกัน